ยางรถยนต์มีกี่ประเภท เลือกใช้อย่างไรให้ถูกต้อง
เพื่อนๆที่ใช้รถอยู่เป็นประจำเคยทราบกันหรือไม่ว่า ยางรถยนต์ที่เราใช้กันอยู่นั้นมันมีกี่ประเภท แล้วในแต่ละประเภทนั้นมีข้อแตกต่างกันอย่างไรบ้าง วันนี้เราจะพาไปทำความรู้จักกับประเภทของยางรถยนต์กันค่ะ พร้อมทริกในการเลือกใช้ยางอย่างไรให้เหมาะกับสภาพถนนหรือสภาพอากาศเพื่อความปลอดภัยบนท้องถนนมากที่สุดมาดูกัน
ยางรถยนต์มีกี่ประเภท ข้อดี-ข้อเสีย และเหมาะกับถนนแบบไหน?
ยางรถยนต์เป็นสิ่งสำคัญที่สุดอย่างหนึ่งของรถยนต์ เพราะเป็นจุดเดียวที่สัมผัสกับพื้นถนนโดยตรง และช่วยให้การขับขี่มีทั้งความปลอดภัยและความสบาย การเลือกใช้ยางให้เหมาะกับสภาพการใช้งานจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของรถทั้งในด้านความปลอดภัย การทรงตัว การเบรก และอายุการใช้งานของยางเอง
การเลือกใช้ ยางรถยนต์ ให้เหมาะสมกับสภาพถนนและการใช้งาน เป็นสิ่งสำคัญที่ส่งผลต่อความปลอดภัย การควบคุมรถ และอายุการใช้งานของยางค่ะ ปัจจุบันยางรถยนต์มีหลากหลายประเภท แต่ละประเภทมีคุณสมบัติที่แตกต่างกันไป ดังนี้ค่ะ
1. ยางถนน (Highway Terrain หรือ H/T)
เหมาะสำหรับรถที่ใช้งานบนถนนลาดยางทั่วไปในเมืองหรือทางหลวง
ข้อดี:
- ขับขี่นุ่ม เงียบ
- ยึดเกาะถนนดีในสภาพทางแห้ง
- ประหยัดน้ำมัน
ข้อเสีย:
- ไม่เหมาะกับทางลูกรังหรือเส้นทางออฟโรด
- ดอกยางบางกว่ายางประเภทอื่น
2. ยางกึ่งออฟโรด (All Terrain หรือ A/T)
เหมาะสำหรับผู้ที่ใช้รถทั้งบนถนนทั่วไปและทางลูกรัง เช่น รถกระบะ SUV ที่ออกต่างจังหวัดบ่อยๆ
ข้อดี:
- ใช้งานได้ทั้งถนนเรียบและลูกรัง
- โครงสร้างแข็งแรงกว่ายางถนน
ข้อเสีย:
- เสียงดังมากกว่ายาง H/T
- ความนุ่มนวลและประหยัดน้ำมันน้อยกว่ายางถนน
3. ยางออฟโรด (Mud Terrain หรือ M/T)
เหมาะสำหรับเส้นทางโหดๆ เช่น ดินโคลน หิน ลำธาร และการลุยทางป่า
ข้อดี:
- ลุยได้ในสภาพทางที่เลวร้ายมาก
- แก้มยางและดอกยางแข็งแรง ทนต่อการฉีกขาด
ข้อเสีย:
- เสียงดังมากบนถนนเรียบ
- ขับไม่สบาย เปลืองน้ำมัน
- ยึดเกาะถนนเปียกไม่ดีเท่ายางชนิดอื่น
4. ยางสมรรถนะสูง (Performance Tire)
เหมาะสำหรับรถสปอร์ต หรือผู้ที่ชอบขับขี่เร็วบนถนนเรียบเท่านั้น
ข้อดี:
- ยึดเกาะถนนดีเยี่ยมทั้งทางแห้งและเปียก
- การตอบสนองพวงมาลัยแม่นยำ
ข้อเสีย:
- สึกเร็วกว่ายางประเภทอื่นๆ
- ราคาแพง
- ไม่เหมาะกับทางลูกรังหรือถนนไม่เรียบ
5. ยางประหยัดน้ำมัน (Eco Tire)
เหมาะสำหรับรถขนาดเล็กหรือรถใช้งานในเมืองที่ต้องการความประหยัด
ข้อดี:
- ลดแรงต้านทานการหมุน ช่วยประหยัดน้ำมัน
- เงียบ นุ่ม
ข้อเสีย:
- ดอกยางไม่ลึก ไม่เหมาะกับทางขรุขระ
- อายุการใช้งานอาจสั้นกว่ายางทั่วไป
6. ยางสำหรับฤดูฝน (Rain Tire หรือ Wet Grip Tire)
เหมาะสำหรับผู้ที่ขับขี่ในพื้นที่ฝนตกบ่อย หรือมีน้ำขังเล็กน้อย หรือพื้นเปียกๆ
ข้อดี:
- รีดน้ำได้ดี ลดโอกาสลื่นไถล
- ยึดเกาะถนนเปียกดีเยี่ยม
ข้อเสีย:
- สึกเร็วกว่ายางทั่วไป
- ราคาสูง
เคล็ดลับเลือกยางให้เหมาะกับการใช้งาน
-
ดูขนาดยาง (ขอบ, ความกว้าง, อัตราส่วนดอกยาง) ตามระบุในคู่มือรถ
-
ดูสภาพถนนหลักที่ขับ เช่น ถนนเมือง ทางไฮเวย์ ทางลูกรัง
-
พิจารณาสภาพอากาศ (ร้อน / เปียก)
-
เลือกยี่ห้อและรุ่นที่มีรีวิวดี จากผู้ใช้จริง
อาการบ่งชี้ว่าควรเปลี่ยนยางรถยนต์
-
ยางดอกตื้นเกินกำหนด (มียางเหลือไม่ถึง 2/32 นิ้ว)
-
ยางมีรอยแตก รอยปูด หรือบวม
-
รถมีอาการสั่นเวลาขับเร็ว
-
เบรกแล้วรถลื่นบนถนนเปียก
FAQ — คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับยางรถยนต์
Q1: ยางควรเปลี่ยนเมื่อไหร่?
A1: แนะนำให้เปลี่ยนเมื่อดอกยางเหลือต่ำกว่า 2/32 นิ้ว, หรือเมื่อมีรอยแตก/บวมบนยาง
Q2: ยางแบบ All-Season กับยางลุยต่างกันอย่างไร?
A2: All-Season เหมาะกับถนนปกติทั่วไป ส่วนยางลุยออกแบบสำหรับสภาพทางวิบาก มีดอกยางลึกและยึดเกาะดีกว่า
Q3: ยางประหยัดน้ำมันช่วยลดการใช้น้ำมันจริงไหม?
A3: ช่วยได้ค่ะ โดยลดแรงต้านการหมุนของยาง ทำให้เครื่องยนต์ต้องใช้พลังงานน้อยลง
Q4: ควรเลือกยางขนาดเท่าไหร่สำหรับรถยนต์?
A4: ควรเลือกตามขนาดที่ระบุในคู่มือรถยนต์ เพราะขนาดผิดจากสเปกอาจทำให้ระบบช่วงล่างทำงานผิดปกติ
หลังจากที่เพื่อนๆได้ทราบเกี่ยวกับประเภทของยางรถยต์พร้อมข้อดี ข้อเสียกันไปแล้วเพื่อนๆก็จะสามารถเลือกใช้ยางให้ถูกต้อง และเหมาะสมกับการขับขี่ของเราได้อย่างมั่นใจ และยังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของตัวรถแถมยังเพิ่มความปลอดภัยในการขับขี่ได้นั่นเองค่ะ
และนอกเหนือจากเรื่องของยางรถยนต์ ก็อย่าลืมดูแลเครื่องยนต์ด้วย โดยเฉพาะเรื่องของคราบสิ่งสกปรกที่อาจเกิดขึ้นในบริเวณของหม้อน้ำรถยนต์ ซึ่งมีความเสี่ยงต่อการสึกหรอ และการทำงานที่ผิดปกติ รวมไปถึงอายุของรถที่ลดลงไวกว่าเดิมด้วย เราของแนะนำ
ECO-SENSE BIO MOTOR ผลิตภัณฑ์น้ำยาล้างหม้อน้ำ น้ำยาล้างคราบน้ำมันเกรดพรีเมี่ยม ช่วยให้เครื่องยนต์สะอาด ยืดอายุการใช้งาน ทนทารต่อการสึกหรอ และเพิ่มประสิทธิภาพให้เครื่องยนต์ทำงานได้อย่างเต็มกำลัง สนใจสั่งซื้อผลิตภัณฑ์น้ำยาขจัดคราบหม้อน้ำ หรือต้องการสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่นี่ https://www.biomotorthailand.com/






ที่อยู่